วันศุกร์, 19 สิงหาคม 2565

กสทช, เปิดประชุมฟังความเห็นร่างประกาศประมูล ‘ใบอนุญาตดาวเทียม’ 4 ชุด 2.2 พันล้าน

 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงานกสทช.) เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก กสทช. เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างประกาศฉบับนี้ คือ การนำสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมหรือที่เรียกว่าเอกสารข่ายงานดาวเทียม (Satellite Network Filing) ทั้งหมดที่ประเทศไทยมีอยู่ ทั้งในขั้นสมบูรณ์และขั้นต้น มาจัดเป็นชุด (Package) ตามวงโคจร (Slot) ทั้งหมด 4 ชุด และกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อจะนำสิทธิดังกล่าวมาอนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยชุดข่ายงานดาวเทียมทั้ง 4 ชุด ได้แก่

ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5E (ข่ายงาน C1, N1 และ P1R) และ วงโคจร 51E (ข่ายงาน 51) ราคาขั้นต่ำ 728.199 ล้านบาท

ชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ LSX2R) ราคาขั้นต่ำ 366.488 ล้านบาท

ชุดที่ 3 ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ LSX3R) และ วงโคจร 120E (ข่ายงาน 120E) ราคาขั้นต่ำ 748.565 ล้านบาท

ชุดที่ 4 ประกอบด้วย วงโคจร 126E (ข่ายงาน 126E) และ วงโคจร 142E (ข่ายงาน G3K และ N5) ราคาขั้นต่ำ 364.687 ล้านบาท

“การประเมินราคาขั้นต่ำนั้น เป็นการคำนวณตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในการให้ได้มาซึ่งเอกสารข่ายงานดาวเทียมในแต่ละข่ายงาน เช่น มูลค่าเริ่มต้นในการขอข่ายงาน หรือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับ ITU เป็นต้น รวมกับมูลค่าโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจ ทำให้ข่ายงานที่อยู่ในขั้นสมบูรณ์มีมูลค่ามากกว่าขั้นต้น เนื่องจากสามารถสร้างและส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรเพื่อประกอบการได้ทันที” พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์กล่าว

ร่างประกาศฯยังระบุด้วยว่า นอกจากผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องชำระค่าธรรมเนียมตามราคาที่เสนอสูงสุดแล้ว ยังต้องชำระค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ใช้สิทธิการใช้วงโคจรดาวเทียมรายปีในอัตรา 0.25% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ในอัตราไม่เกิน 1.5% และค่าธรรมเนียม USO ในอัตรา 2.5 % ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงที่เกี่ยวกับการประสานงานคลื่นความถี่ และตามที่ ITU เรียกเก็บอีกด้วย

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับวิธีการคัดเลือกผู้ชนะนั้น แม้ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้วิธีการประมูล แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างสมดุลในเรื่องการรักษาสิทธิและประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ ร่างประกาศฯจึงได้กำหนดวิธีการคัดเลือกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 การพิจารณาข้อเสนอด้านประสบการณ์และความสามารถในการดำเนินการ โดยมีเกณฑ์ เช่น ประสบการณ์การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียม แผนการใช้งานข่ายงานดาวเทียม ข้อเสนอช่องสัญญาณสำหรับบริการสาธารณะ หรือข้อเสนอการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น และต้องมีการวางหลักประกัน 10% ของราคาขั้นต่ำในแต่ละชุด โดยผู้เข้าร่วมการคัดเลือกจะต้องได้รับคะแนนในแต่ละเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และได้คะแนนประเมินรวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 จึงจะผ่านเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2

ขั้นตอนที่ 2 การพิจารณาข้อเสนอด้านราคา จะเลือกผู้ชนะจากการยื่นข้อเสนอด้านราคาสูงสุด โดยผู้ชนะในแต่ละชุดจะได้รับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม มีอายุการอนุญาต 20 ปี โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ เช่น ต้องมีดาวเทียมใช้งานจริงกับข่ายงานขั้นสมบูรณ์เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ และจะได้รับการคุ้มครองสิทธิโดย กสทช.จะไม่อนุญาตให้มีการมาขอส่งเอกสารข่ายงานใหม่สำหรับวงโคจรนั้นอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและประกันการใช้งานต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดให้มีช่องสัญญาณเพื่อบริการสาธารณะและประโยชน์ของรัฐไม่ต่ำกว่า 10% ของความจุของดาวเทียม รวมทั้งต้องรับผิดชอบแทนภาครัฐกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นต้น

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับราคาขั้นต่ำและค่าธรรมเนียม เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภาระที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับดาวเทียมต่างชาติได้ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนมาสู่ระบบการอนุญาตครั้งนี้ ไม่ใช่ในลักษณะให้สิทธิแบบระบบสัมปทาน ทำให้ในอนาคตยังมีการเข้ามาแข่งขันจากดาวเทียมต่างชาติที่ กสทช. กำหนดค่าธรรมเนียมไว้เพียง 3.2% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับราคาขั้นต่ำและค่าธรรมเนียม แต่ภาครัฐเองกลับมีความกังวลว่ารายได้ที่ภาครัฐจะได้รับจากผู้ประกอบการนั้น น้อยเกินไปหรือไม่ เนื่องจากราคาขั้นต่ำทั้ง 4 ชุด รวมกันอยู่ที่ 2,207 ล้านบาท และเห็นควรให้มีบทลงโทษที่ชัดเจนหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผู้ชนะและได้รับการอนุญาตทิ้งงาน เพราะจะส่งผลเสียหายต่อสิทธิวงโคจรของประเทศไทย

“สำนักงาน กสทช.พร้อมที่จะนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาพิจารณาและปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เนื่องจากต้องยอมรับว่า กสทช.แม้มีประสบการณ์ในการประมูลคลื่นความถี่ แต่คลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมนั้นมีความแตกต่าง ดังนั้น ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่จะเกิดการอนุญาตหรือเปิดตลาดเสรีดาวเทียมไทย และส่งผลให้กิจการดาวเทียมไทยมีการเดินหน้าต่อยอดต่อไปได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม” พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์กล่าว

 218 total views,  1 views today