
ชาวบ้านบุกโรงงานดังขอนแก่น ท้าทุกหน่วยงานพิสูจน์ความจริง หลังต่อสู้กับน้ำเสียมานานกว่า 4 ปี วอนทุกหน่วยงานจริงใจแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ใช่มาตรวจและหายตัวกลับไป ขณะที่ “เอกชัย” ระบุ เพิ่งขออนุญาตเมื่อปี 68 และพบปมพิรุธปลายอย่าง เร่งประสานทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 11 พ.ค.2569 นายเอกชัย สืบสารคาม ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น,นายสิรวิชญ์ ซารัมย์ ปลัดอำเภอกระนวน นำคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง,แรงงานจังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัด และ อบต.หนองโก ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทจำหน่ายเคมีภัณฑ์นรายใหญ่ (บ.นคร เคมิคอล จำกัด) ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายน้ำพอง-กระนวน ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น หลังรับแจ้งจากผู้นำชุมชนว่ามีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่ไร่นาของประชาชนและนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในพื้นที่


โดยกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นายได้เข้าทำการตรวจสอบแรงงานที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ภายในบริษัทฯ และการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องของการปล่อยน้ำเสียลงสู่ชุชนและพื้นที่ทางการเกษตร,มลพิษทางกลิ่น ,การกำจัดของเสียและสิ่งปฎิกูล ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเนื่องจากเป็นโรงงานที่ผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนซึ่งในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบนั้นได้มีชาวบ้านกว่า 20 คนมารวมตัวกันที่หน้าโรงงาน พร้อมป้ายข้อความเรียกร้องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนด้วยเนื่องจากชาวบ้านต่อสู้มานานกว่า 4 ปี แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ดำเนินชีวิตและการทำการเกษตรในพื้นที่อย่างมาก


นายบัญชา ไชยชาติ อายุ 51 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองโกใหม่ ม.17 ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เหลือทนกับโรงงานแห่งนี้ เนื่องจากจุดที่ตั้งโรงงานนั้น เมื่อก่อนเป็นเต้นขายรถยนต์มือสอง ต่อมาในปี 2562 ได้เปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตสารเคมีและจำหน่ายสารเคมี จากนั้นความเดือดร้อนก็มาสู่ชาวบ้าน เพราะที่ตั้งโรงงาน อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เมื่อน้ำเสียจากโรงงานไหลลงสู่ที่นาของชาวบ้าน นาข้าวก็ตาย จากในอดีตที่ชาวบ้านเคยทำนาได้ข้าวหลายกระสอบ แต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านทำนาได้ข้าวไม่ถึง 10 กระสอบ


ชาวบ้านเคยร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดไปหลายครั้ง ร้องทุกๆปี แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ชาวบ้านจึงร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้าร้องเรียนกับ สส.พรรคกล้าธรรม ที่เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ให้เข้ามารตรวจสอบพื้นที่โรงงาน ว่ามีข้อบกพร่องหรือมีการสร้างความเสียหายให้ประชาชนจริงหรือไม่ ที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านร้องเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาตรวจสอบจริง แต่ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะที่นาที่ชาวบ้านทำนานั้น เป็นอู่ข้าว อู้น้ำที่ชาวบ้าน ทำนาเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่ในอดีต แต่พอมีโรงงานสารเคมีมาตั้งในพื้นที่ ก็มาสร้างความเสียหายให้และไม่มีการดูแลหรือเยียวยาใดๆให้ชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านสุดทนก็เข้าร้องเรียนกับ สส.ให้มาตรวจสอบ
“ชาวบ้านได้เสนอข้อร้องเรียนต่อโรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากการตรวจสอบครั้งนี้ลุล่วง ไม่ต้องจ่ายเงินเยียวยาก็ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามข้อเรียบร้อยทั้งหมด 4 ข้อ 1 มีบ่อบำบัดนำเสียที่มีคุณภาพ 2.ห้ามปล่อยน้ำเสียงลงสู่ที่นาชาวบ้าน 3.ดูแลสภาพดินที่เสียหายให้กลับมาทำนาข้าวได้ 4. แก้ไขสภาพดดยรวมให้ชาวบ้านกลับมาทำนาปลุกข้าวได้อีก ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้ปิดโรงงาน”


นายเข็ม วันสืบ อายุ 76 ปี ชาวบ้านที่มีที่นาอยู่ติดกับโรงงาน กล่าวว่า ทำนามาตั้งแต่เป็นหนุ่มจนถึงปัจจุบัน ในอดีต ทำนา 15 ไร่ ได้ข้าว 90 กระสอบ แต่พอมีโรงงานสารเคมีเข้ามาอยุ่ในพื้นที่ และมีน้ำเสียจากโรงงานไหลลงที่นา ตนก็ยังทำนาตามปกติ แต่ผลผลิตข้าวที่ได้นั้นไม่เหมือนเดิม เพราะดินเสีย เนื่องจากดินรับน้ำเสียจากโรงงาน พอถึงฤดูการทำนาปี ซึ่งจะมีปริมานน้ำฝนไหลมารวมกัน น้ำเสียจากโรงงานก็ผสมกับน้ำฝน ไหลลงที่นา ดินดชก็เสีย นาที่ปลูกข้าวก็ได้ข้าวน้อยลงทุกปี บางปีต้องซื้อข้าวกิน จึงรวมตัวกับเพื่อนบ้านมาเดินขบวน เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดโรงงานแห่งนี้ เพราะถ้าไม่ปิด ชาวบ้านก็จะอดตายเพราะทำนา แต่ไม่ได้ข้าวมาเลี้ยงครอบครัว


ขณะที่ นายธีระนานนท์ สาระรัตน์ ทนายความทำหน้าที่ตัวแทนบริษัทนครเคมีคอล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มาเป็นทนายความให้โรงงานได้ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ในส่วนความเดือดร้อนของประชาชนชาวบ้าน หนองโกใหม่ ม.17นั้น ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับโรงงาน และทางโรงงานก็ถูกเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบตลอด ซึ่งทางโรงงานปฏิบัติตามมาตรฐานโรงงานในถูกขั้นตอน เพื่อให้โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนในส่วนของการร้องเรียนนั้น เมื่อโรงงานทราบเรื่อง ตนในฐานะทนายความได้เป็นตัวแทนบริษัทฯ ลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้าน สอบถามชาวบ้านว่าต้องการอะไร เพราะทางโรงงานจะเยียวยาให้ชาวบ้านที่มีที่นาใกล้โรงงานและทำนาได้ผลผลิตน้อย โดยทางบริษัทขอเยียวยาให้ชาวนาไร่ละ 2,000 บาท จำนวน 21 ครอบครัว พื้นที่นาประมาณ 50 ไร่ ซึ่งการเจรจาพูดคุยก็ผ่านไปด้วยดี แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินเยียวยา


ด้านนายเอกชัย สืบสารคาม ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ชาวบ้านต่อสู้มานานกว่า 4 ปี ซึ่งได้มีการนำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสภาฯและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับทราบ จนนำมาสู่การลงพื้นที่ร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อคลายทุกข์ให้กับชุมชนในครั้งนี้ ซึ่งจากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ล้วนต่างๆระบุว่าไม่มีการทำประชาพิจารณ์หรือสอบถามความคิดเห็นหรือการทำความเข้าใจใดๆกับชาวบ้านในพื้นที่ จนกระทั่งมีการปล่อยน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตและชำระล้างเคมีภัณฑ์จากโรงงานลงสู่ไร่นาของประชาชนจนทำให้ชาวบ้านกว่า 30 หลังคาเรือนพื้นทีี่ทางการเกษตรกว่า 50 ไร่ได้รับความเสียหาย และยังคงไม่ได้รับการเยียวยาหรือการชดเชยหรือการแก้ไขปัญหาใดๆให้กับประชาชน
“การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้พบว่าโรงงานเพิ่งจะขออนุญาตก่อตั้ง จาก อบต.ในปี 2568 ทั้งที่ดำเนินกิจการมานานแล้ว ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลร่วมกับทุกฝ่ายว่ามีการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานหรือใบประกอบกิจการของการเป็นโรงงานผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตนเองจะติดตามและแก้ไขปัญห่าให้กับประชาชนอย่างใกล้ชิด 4 ปีที่ร้องเรียนมาแม้จะไม่มีความคืบหน้าใดๆ ที่ผ่านมาเราไม่พูดถึงแต่ผมเป็น ส.ส.พื้นที่จะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจังและที่สำคัญจะประสานงานกับทุกชุมชนในเขตเลือกตั้งที่ 3 ซึ่งพบว่ามีโรงงานตั้งอยู่มากกว่า 20 โรงงาน ว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการดำเนินกิจการที่เป้นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามี 4-5 โรงงาน ที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด”


ด้านนายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่า ภายในโรงงานยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบและปรับปรุงหลายด้าน โดยเฉพาะระบบการจัดการน้ำเสีย ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยสายตา พบว่าระบบยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานเท่าที่ควร และได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่าเรื่องฝุ่นยังไม่มีวิธีการบำบัดที่ชัดเจน เนื่องจากลักษณะโรงงานเป็นแบบเปิดโล่ง ขณะที่ปัญหาเรื่องเสียงก็ยังไม่มีระบบการจัดการที่เหมาะสม โดยจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับตัวแทนของโรงงาน เนื่องจากเจ้าของโรงงานไม่อยู่ ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะให้โรงงานจัดทำรายงานสรุปประเด็นต่าง ๆ ภายใน 7 วัน ครอบคลุมเรื่องคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งน้ำ ฝุ่น และเสียง ให้เป็นไปตามมาตรฐานการตั้งโรงงาน ซึ่งมีข้อกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว
“จะมีการนำเครื่องมือลงมาตรวจสอบคุณภาพน้ำอีกครั้ง เพื่อวัดค่าต่าง ๆ อย่างชัดเจนว่าอยู่ในระดับใด จากนั้นจะมีการกำหนดมาตรการ และหารือร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ทางโรงงานดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากไม่ดำเนินการแก้ไขให้ได้มาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะต้องพิจารณาดำเนินการถึงขั้นยึดใบอนุญาต ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวมีการตั้งมานานประมาณ 4-5 ปีแล้ว แต่ใบอนุญาตมีการออกให้เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนี้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะนำเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบมาตรฐานอีกครั้ง เพื่อให้โรงงานปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากโรงงานยังเพิกเฉย หรือไม่แก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐาน เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องดำเนินการยึดใบอนุญาต และสั่งปิดโรงงานตามระเบียบและข้อกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้โรงงานสามารถตั้งอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยไม่สร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่”
















![]()
![]()